แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธุรกิจเครือข่าย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธุรกิจเครือข่าย แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เรียนรู้ก่อนเป็นเจ้าของธุรกิจ – สร้างเครือข่ายผู้บริโภค


เจ้าของธุรกิจ = พลังเครือข่ายผู้บริโภค

การตลาด (Marketing) หมายถึง การเคลื่อนสินค้าหรือบริการ จากผู้ผลิตไปถึงผู้บริโภค Multi-Level อ้างถึง ระบบในการจ่ายค่าตอบแทนให้กับบุคคลผู้ซึ่งทำให้สินค้าหรือบริการนั้นเคลื่อนตัว Multi หมายถึง มากกว่าหนึ่ง Level หมายถึง ระดับหรือรุ่น คำว่า MLM นั้นแพร่หลายมากเสียจนพวกพีระมิดที่ผิดกฎหมาย และพวกลูกโซ่ต่างๆ ได้พยายามทำตัวเองให้เหมือนกับธุรกิจเครือข่าย ซึ่งการกระทำดังกล่าวสร้างภาพลบอย่างร้ายกาจและไร้เหตุผลให้กับ บริษัทธุรกิจเครือข่ายใหม่ๆ จนกระทั่งเขาเปลี่ยนชื่อใหม่ให้กับแผนการตลาดของเขา เป็น Uni-Level Marketing, Network Marketing หรือ Co-op Mass Marketing และอื่นๆ
มีสามวิธีหลักๆ ในการเคลื่อนสินค้าและบริการ คือ

1. การขายปลีก (Retailing) ทุกคนคงคุ้นเคยกับระบบนี้ดีอยู่แล้ว คุณเดินเข้าไปในร้านของชำ ร้านโชห่วย ร้านขายยา หรือห้างสรรพสินค้า แล้วซื้อสินค้าบางอย่างออกมา ทั้งร้านสะดวกซื้อ อย่างเซเว่น-อีเลฟเว่น (7-11) ห้างร้านดิสเคาน์สโตร์ทั้งหลาย เช่น บิ๊ก-ซี (Big-C) เทสโก้ โลตัส (Tesco Lotus) คาร์ฟูร์ (Carrefour) เป็นต้น

2. การขายตรง (Direct Sales) คือการเคลื่อนสินค้าไปสู่ผู้บริโภค ผ่านทางเทคนิคของการขาย เช่น การไปบ้านลูกค้าเพื่อนำเสนอสินค้า การโทรศัพท์ไปขายของให้กับลูกค้า การขายตรงบางครั้งถือว่าเป็นการขายที่ไม่มีพ่อค้าคนกลาง (เช่น ร้านขายปลีก หรือบริษัทตัวแทนจำหน่าย) ยกตัวอย่าง (แต่ไม่เสมอไป) เช่นการขายประกันชีวิต เครื่องครัว สารานุกรม สาวขายมิสทีน เอว่อน เป็นต้น

3. การตลาดหลายชั้น (Multi-Level Marketing) หรือบางทีเรียกว่า การตลาดเครือข่าย (Network Marketing) คือ สิ่งที่ผมกำลังจะพูดถึงนี้ คุณไม่ควรสับสนระหว่างสองอย่างข้างบน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับการขายตรง คนส่วนใหญ่มักสับสนระหว่างการตลาดเครือข่ายกับการขายตรง

ยังมีการตลาดอีกแบบหนึ่งที่เรียกว่า การสั่งทางไปรษณีย์ การทำการตลาดแบบไปรษณีย์สามารถถูกจัดอยู่ในกลุ่มของ การขายตรง (Direct sales) ได้ บางคนก็ถือว่าการตลาดทางไปรษณีย์เป็นการตลาดแบบที่ 4

แบบที่ 5 ซึ่งมักถูกเข้าใจสับสนกับ การตลาด เครือข่าย (MLM) ก็คือ แบบพีระมิด คุณอาจะรู้แล้วว่าพีระมิดนั้นผิดกฎหมาย เหตุผลสำคัญที่พีระมิดผิดกฎหมายเพราะว่ามันไม่สามารถเคลื่อนสินค้า หรือบริการไปสู่ผู้บริโภคได้ ถ้าสินค้าไม่เคลื่อนไหว เราจะเรียกมันว่า “การตลาด” ได้อย่างไร? พีระมิดสามารถใช้คำว่า “เครือข่าย” ได้ แต่ไม่สามารถใช้คำว่า “การตลาด” ได้ (คลิ๊กอ่านต่อ กลโกงพีรามิด/ สมาคมการขายตรงไทย)

ความแตกต่างระหว่าง การขายตรงและ การตลาดเครือข่าย

คำว่า “ขาย” เป็นความคิดทางลบในจิตใจคนถึง 95% ในธุรกิจเครือข่ายคุณไม่จำเป็นต้อง “ขาย” ตามความเข้าใจของโลก แต่อย่างไรก็ตาม สินค้าต้องเคลื่อนไหว มิฉะนั้นจะไม่มีใครได้รับเงิน ดอน เฟียล่า ได้นิยามคำว่า ขาย ไว้ว่า “การโทรศัพท์ไปหาคนแปลกหน้า เพื่อขายของบางอย่าง ที่เขาอาจไม่จำเป็นต้องใช้ หรือ ไม่ต้องการ”

การขายตรง (Direct Sales) คือจะเน้น ไปที่การขายสินค้า ทำยอด และกำไรจากการขายปลีก ผู้ที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจนี้ ส่วนใหญ่จะต้องเป็นนักขาย ที่มีความสามารถ ผ่านเทคนิคการขายอย่างช่ำชอง อย่างที่บอกมาตอนต้น

การตลาดเครือข่าย (Multi-Level Marketing) ทิศทางจะตรงกันข้ามกับธุรกิจขายตรง โดยการกระจายสินค้าคนละเล็กละน้อย ผ่านเครือข่ายผู้บริโภค (people asset) โดยไม่เน้นให้แต่ละคนต้องทำยอดขายได้เยอะๆ

ธุรกิจเครือข่าย คือ “หุ้นส่วน” ระหว่างนักธุรกิจอิสระและบริษัทเครือข่าย

“ธุรกิจเครือข่าย” ก็เป็นธุรกิจระบบหนึง ที่ใช้กลยุทธ์ทางการตลาด แตกต่างจากธุรกิจขายปลีก-ขายส่งทั่วไป โดยใช้การกระจายสินค้าจากผู้ผลิตสู่ผู้บริโภคโดยตรง โดยที่ลดรายจ่ายเรื่องของค่าขนส่ง ค่าโฆษณา พ่อค้าคนกลาง…

ซึ่งรายจ่ายในส่วนนั้น ก็นำมาปันผลให้กับ “นักธุรกิจอิสระ”

ธุรกิจเครือข่ายนั้นอยู่รอบๆ ตัวเรามามากกว่า 40 ปีแล้ว ในประเทศที่เจริญแล้ว เช่น ญี่ปุ่น ก็มีบริษัทที่เปิดดำเนินการในลักษณะของธุรกิจเครือข่ายมากที่สุดในเอเชีย และในสหรัฐอเมริกา ก็ครองแชมป์ ที่มีบริษัทที่ดำเนินการในธุรกิจดังกล่าว มากที่สุดในโลก บริษัทชั้นนำทั่วโลก กำลังหันมานิยมใช้การตลาดระบบเครือข่ายมากขึ้น เพราะการตลาดระบบนี้สามารถกระจายสินค้าเข้าสู่ผู้บริโภค ได้มากและเร็วที่สุด

ธุรกิจเครือข่ายทั่วโลกยังคงมีแนวโน้มการเติบโตสูง แม้ในภาวะเศรษฐกิจซบเซา ธุรกิจเครือข่ายทั้งในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และเอเชีย ยังคงมีอัตราเติบโต โดยเฉพาะอเมริกาเติบโตถึง 30-40 เปอร์เซนต์ จากปี 2551 ที่ผ่านมา ธุรกิจขายตรงมีมูลค่าถึง 4 ล้านล้านบาท โดยมี นักธุรกิจ อิสระ จำนวน 62 ล้านคนทั่วโลก เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตัวในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

ขณะที่ ธุรกิจเครือข่าย ในไทยมีมูลค่าตลาดรวม 4.7 หมื่นล้านบาท และนักธุรกิจอิสระ หรือ ผู้ซื้อกึ่งผู้ขาย ใช้สินค้าถึง 9 ล้านคน คิดเป็น 15 เปอร์เซนต์ ของจำนวนประชากรทั้งหมด โดยสาเหตุของการขยายตัวมาจากการยอมรับในธุรกิจเครือข่ายมากขึ้น ไม่ได้มองว่าเป็นอาชีพเสริมอีกต่อไป แต่จะมองว่าเป็นอาชีพหลักมากขึ้น (ที่มา: สถิติการเติบโต ของขายตรง /สมาคมการขายตรงไทย)

ด้วยลักษณะของความเป็น “หุ้นส่วน” ระหว่าง นัก ธุรกิจอิสระ และ บริษัทเครือข่าย เป็นไปในลักษณะพึ่งพาอาศัยกัน เพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน (Win-Win Business) บริษัทไม่มีความจำเป็นต้องสูญเสียงบประมาณไปกับการโฆษณา จ้างพรีเซนเตอร์ อย่างอั้ม พัชราภา หรือแพนเค้ก ซึ่งดาราดังเหล่านั้นไม่ได้ใช้สินค้าด้วยตัวเอง เพราะนักธุรกิจอิสระเหล่า นี้ จะทำหน้าที่โฆษณาให้ในลักษณะ “การตลาด แบบปากต่อปาก“

แล้วเงินที่บริษัทประหยัดไปหลายล้านบาทนั้นหายไปไหน?

แน่นอนที่สุด บริษัทใช้เงินเหล่านั้น ในการจ่ายเป็นค่าคอมมิชชั่นให้กับ ”นักธุรกิจอิสระ” ตามแผนธุรกิจของแต่ละบริษัท

ต้องการสร้างเครือข่ายผู้บริโภคกับเรา ติดต่อ 086-9106910

วันพฤหัสบดีที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ทำไมผู้เขียนหนังสือ "พ่อรวย สอนลูก" ถึงแนะนำให้เราทำธุรกิจเครือข่าย

ทำไมคุณโรเบิร์ต คิโยซากิ(ผู้เขียนหนังสือ "พ่อรวย สอนลูก") ถึงแนะนำธุรกิจเครือข่าย (Network Marketing - MLM) มีคนถามผมเสมอว่า ทำไมผมจึงแนะนำธุรกิจเครือข่ายให้กับคนทั่วไป ทั้ง ๆ ทีผมก็ไม่ได้ร่ำรวยขึ้นมาจากธุรกิจการตลาดแบบเครือข่ายสักหน่อย ครับ ผมมีเหตุผลอยู่หลายประการที่ทำเช่นนี้ และนี่แหละครับคือที่มาของหนังสือเล่มนี้

โอกาสที่ 1 : โอกาสในการเรียนรู้ธุรกิจที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของคุณ พวกเขามักจะเล่าถึงคนที่สามารถทำเงินได้ถึงหนึ่งแสนเหรียญ ต่อเดือน จากธุรกิจของเขาให้ฟังอย่างตื่นเต้น และผมก็ได้เคยพบกับคนเหล่านั้นจริง ๆ มาแล้วด้วย ผมจึงไม่มีความสงสัยในศักยภาพของการสร้างรายได้มากมายจากธุรกิจเครือข่ายเลย

โอกาสที่ 2: โอกาสในการเปลี่ยนมาอยู่ด้านขวาของเงินสี่ด้าน แทนที่จะเป็นแค่เพียงเปลี่ยนงาน

คุณเคยได้ยินคนพูดประโยคต่อไปนี้บ่อยแค่ไหน

1. “ผมอยากจะหยุดทำงานเสียที”

2. “ฉันเบื่อแล้วกับการเปลี่ยนงาน”

3. “ผมอยากจะมีรายได้มากกว่านี้ แต่ผมก็ไม่อยากลาออกจากงานและเริ่มต้นใหม่อีก แล้วผมก็ไม่อยากกลับไปเรียนหนังสือเพื่อศึกษาวิชาชีพใหม่ ๆ อีก”

4. “ทุกครั้งที่ เงินเดือนขึ้น ภาษีก็ขึ้นตามทุกที”
5. “ผม ทำงานหนักมากแต่เจ้าของบริษัทรวยอยู่คนเดียว”

6. “ผมทำงานหนักมาก แต่ผมก็ยังมีปัญหาเรื่องการเงินอยู่ผมคงต้องวางแผนเรื่องการเกษียณของผมใหม่”

7. “ฉันกลัวว่าเทคโนโลยีใหม่ ๆ จะทำให้ฉันเป็นคนล้าสมัยไปเสียแล้ว”
8. “ฉันแก่เกินไป แล้วก็ไม่สามารถทำงานหนักเช่นนี้ต่อไปได้อีกแล้ว”
9. “ผม เรียนจบทันตแพทย์ แต่ผมก็เบื่อที่จะเป็นทันตแพทย์แล้ว”

10. “ผมเพียงแต่ต้องการหาอะไรใหม่ ๆ ทำและได้มีโอกาสพบกับคนกลุ่มใหม่ๆบ้าง ผมเบื่อที่จะต้องทำงานกับคนที่ไม่มีความกระตือรือร้นและก็ไม่มีเป้าหมายในชีวิต ผมเบื่อที่จะต้องทำงานกับคนที่ทำงานไปวันๆแบบเช้าชามเย็นชามและไม่อยากที่จะทำงานกับบริษัทที่จ่ายเงินให้กับเราเพียง แค่ทำให้เราพออยู่ได้เท่านั้น”



โอกาสที่ 3 : โอกาสที่จะเข้าสู่ด้าน B(เจ้าของกิจการ) ด้วยต้นทุนในการเริ่มต้นและการดำเนินการต่ำกว่า
ในระหว่างที่ผมได้รับ เชิญให้ไปบรรยายเกี่ยวกับเรื่องธุรกิจและการลงทุนให้กับผู้ฟังกลุ่มหนึ่งที่ โบสถ์ ก็มีคนคนหนึ่งถามผมขึ้นว่า “ถ้าด้าน B ดีกว่าด้านอื่นมากถึงขนาดนี้ ทำไมคนส่วนใหญ่จึง ไม่มีเริ่มต้นกันที่ด้าน Bเสียเลย” มันก็คงจะไม่ใช้เรื่องง่ายเลยที่จะตอบคำถาม นี้ และถ้าจะตอบเอาแบบง่าย ๆ ว่า “เพราะต้นทุนมันสูง” คำตอบนี้ก็อาจจะ ไม่ได้ให้ความหมายถึงเรื่องต่าง ๆ อีกหลายเรื่องที่ครอบคลุมกว้างกว่าเรื่องของเงินมากที่เดียว มีปัจจัยอื่น ๆ อีกมากที่จะต้องทุ่มเทเข้าไปเพื่อสร้างธุรกิจในด้าน B นี้

โอกาส ที่ 4 : โอกาสที่จะได้ลงทุนในธุรกิจประเภทเดียวกันกับที่คนรวยทำ “ช่วยแนะนำผมหน่อยได้ไหม ครับว่าจะมีวิธีลงทุนในอสังหาริมทรัพย์อย่างไรโดยที่ไม่ต้องใช้เงินดาวน์”?

โอกาสที่ 5 : โอกาสในการสร้างความฝันให้เป็นจริง
พ่อรวยของผมเคยพูดว่า “มีคนเป็นจำนวนมากที่ไม่มีความใฝ่ฝันอะไรเลย” “เพราะ อะไรเหรอครับ” ผมถาม “ก็เพราะว่าความฝันเป็นสิ่งที่มีต้นทุน” จุดประกายความใฝ่ฝัน คิมภรรยาของผมและตัวผมเอง ได้มีโอกาสเข้าร่วมงานสังสรรค์ที่ผู้นำระดับสูงในธุรกิจเครือข่ายท่านหนึ่ง จัดขึ้นที่คฤหาสน์ของเขาซึ้งมีพื้นทีถึง 17,000 ตารางฟุต ในโรงรถของเขาก็มีรถจอดอยู่ถึง 8 คัน และหนึ่งในนั้นก็เป็นรถลิมูซีน นอกจากนี้ในโรงรถของเขาก็ยังมีบรรดาของเล่นของเขาเก็บอยู่ด้วย ตัวบ้านและของเล่นของเขาเป็นสิ่งที่ประทับใจผมที่เดียว แต่สิ่งที่ประทับใจผมมากที่สุดก็คือ ชื่อถนนที่บ้านเขาตั้งอยู่เป็นชื่อถนนโดยใช้ชื่อสกุลของเขา เขาตอบว่า “ง่ายมาก ผมบริจาคเงินสร้างโรงเรียนประชาบาล สร้างห้องสมุด ทางการก็เลยตั้งชื่อถนนให้เป็นเกียรติกับผม” คำตอบนั้นเองทำให้ผมรู้ว่าความฝันของเขานั้นใหญ่กว่าของผมมาก ผมยังไม่เคยมีความฝันที่จะมีชื่อสกุลของผมเป็นชื่อถนน หรือบริจาคเงินเพื่อสร้างโรงเรียน สร้างห้องสมุดแบบนี้เลย เมื่อกลับจากบ้านของเขาในคืนวันนั้น ผมตระหนักดีว่าถึงเวลาแล้วที่ผมจะต้องเพิ่มขนาดความฝันของผมสักที

โอกาสที่ 6 : คุณค่าของธุรกิจเครือข่ายวัดด้วยอะไร
ในปี 1974 ซึ่งเป็นช่วงที่ผมกำลังทำงานอยู่กับบริษัทซีร็อกซ์ที่ฮาวาย ผมมีปัญหาเกี่ยวกับการขายเครื่องแฟกซ์ของซีร็อกซ์เพราะว่าทันเป็นสินค้าใหม่ และที่ยากไปกว่านั้นก็คือคำถามที่ว่า กิจการทุกแห่งจะต้องมีเครื่อง แฟกซ์อย่างน้อยหนึ่งเครื่อง คุณค่าของเครื่องแฟกซ์ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเมื่อเครื่องแฟกซ์เกิดโยงใยกลายเป็น เครื่องข่ายขึ้นมา และการขายก็คำได้ง่ายขึ้นอีกด้วย “มีใครที่ซื้อเครื่องนี้ไปแล้วบ้าง? พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ ถึงคุณมีเครื่องแฟกซ์แต่ถ้าคนอื่นเขาไม่มีกัน ก็ไม่มีความหมายอะไร กล่าวคือคือเราจะต้องมีเครือข่ายของเครื่องแฟกซ์ แต่หลังจาก 10 ปีผ่านไป วันนี้มีผู้คนใช้เครื่องแฟกซ์ก็มีมากขึ้น

โอกาสที่ 7 : คุณค่าที่คุณประเมินตัวเองจะเป็นตัวกำหนดสิ่งที่คุณเป็นได้อย่างไร ระหว่างที่ผมกำลังบรรยายเรื่องการเริ่มต้นและการสร้างธุรกิจก็มีผู้เข้ารับ การอบรมคนหนึ่งถามผมว่า “ทำไมคุณค่าที่เราประเมินตัวเองจึงมีความสำคัญนัก?” ผมเห็นว่าคำถามนี้เป็นคำถามที่สำคัญ ผมจึงได้ให้เวลากับการตอบคำถามนี้มากหน่อย แล้วผมก็ตอบว่า "ก็เพราะว่าคุณค่าที่เราประเมินตัวเองจะเป็นตัวกำหนดสิ่งที่คุณเป็น"


โอกาสที่ 8 : โอกาสในการพัฒนาทักษะผู้นำของคุณ ผมยังจำได้ดีสมัยที่ผมเป็นเด็ก เฝ้ามองพ่อจนของผมยืนพูดอยู่บนเวทีด้วยความมั่นใจและจริงใจเพื่อกล่าวต้อนรับบรรดาคุณครูที่เพิ่งได้รับการบรรจุเข้ามาอยู่เขตการศึกษาของท่านในแต่ละปี ผมมีความรู้สึกภูมิใจมากที่ได้เห็นว่าคุณครูทุกคนที่อยู่ในห้องนั่งฟังอย่างตั้งใจ และหลายครั้งเช่นกัน ผมก็ได้มีโอกาสเฝ้าดูพ่อรวยของผมยืนพูดอยู่บนเวทีกับลูกจ้างนับร้อยในงานเลี้ยงสังสรรค์ของบริษัทของท่าน นอกจากนี้ ผมก็ยังเคยมีโอกาสนั่งอยู่หลังห้องประชุมในขณะที่พ่อรวยของผมกำลังกล่าวคำปราศรัยเกี่ยวกับอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของธุรกิจของท่าน ต่อคณะกรรมการบริหารและบรรดาพวกผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ในบริษัทของท่าน

เหตุที่ทำให้ธุรกิจการตลาดแบบ เครือข่ายยังคงเติบโตต่อไป อนาคตของธุรกิจการตลาดแบบเครือข่ายดูออกจะสดใสมากยิ่งขึ้น เพราะการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้นในทุกวันนี้มีแนวโน้มที่จะช่วยผลักดันผู้คนให้เข้าสู่ธุรกิจขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยเหตุผลต่อไปนี้
1. ผู้คนต้องการที่จะมีอิสรภาพมากขึ้น

2. ผู้คนต้องการความร่ำรวยมากขึ้น

3. กองทุนเงินเกษียณอายุกำลังจะถูกยกเลิก

4. ผู้คนจะตระหนักมากขึ้น

5. โลกก็จะตื่นตัวขึ้น

6. การตกต่ำอาจจะไม่เกิดขึ้น



ต้องการเรียนรู้ธุรกิจเครือข่าย โทร. 086-9106910


ที่มา : หนังสือพ่อรวยสอนลูก ชุดโรงเรียนสอนธุรกิจ